โครงการตกลงที่จะ:
โครงการตกลงที่จะปฏิบัติตามนโยบายทางการเงินของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว รวมถึงกฎหมายการเงินของประเทศไทย
ปฏิบัติตามขั้นตอนทางการเงินของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว ถือเป็นการรักษาประสิทธิภาพทางการเงินของมูลนิธิในการลดค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของโครงการโดยองค์รวม
จัดหาเงินทุนให้เพียงพอสำหรับกิจกรรมโครงการและการจ่ายเงินเดือน หากต้องการความช่วยเหลือในการสื่อสารกับผู้บริจาคหรือต้องการอบรบเรื่องการระดมทุน โปรดติดต่อ finance@fcfthailand.org
รับผิดชอบในการทำรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมและผลลัพธ์ของโครงการต่อผู้ให้ทุน, ผู้บริจาคและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ
มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวตกลงที่จะ:
ให้บริการจัดหางานตามกฎหมายและจ่ายเงินให้กับพนักงานโครงการเป็นรายเดือน หรือตามสัญญาจ้าง
ระงับและส่งเงินประกันสังคม, ภาษีเงินได้และการชำระเงินกู้นักเรียนหากมี
ยื่นเงินชดเชยแรงงานประจำปี
ดำเนินการตามคำของบประมาณ ตรวจสอบรายงานค่าใช้จ่าย และทำให้แอปพลิเคชันบัญชีกองทุน Aplos อยู่ในสถานะที่อัปเดตอยู่เสมอ
จัดการระบบกองทุนแยกต่างหากไม่ให้ปะปนกันเพื่อให้เป็นไปตามเจตนาของผู้บริจาค และช่วยให้โครงการจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปฏิบัติตามข้อกำหนดประจำปีและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อ Cord Ministries, GlobalGiving และ PayPal เพื่อให้โครงการสามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลผู้บริจาคที่ดีต่อไป
ทำงานร่วมกับผู้ตรวจสอบบัญชีและรายงานทางการเงินเป็นรายเดือนและรายปี เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านการเงินตามกฎหมายไทย
มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวไม่รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายของโครงการที่และเจ้าหน้าที่ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงกรณีดังนี้:
ค่ารักษาพยาบาลและค่ารักษาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ
การเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะ
การเดินทาง, ที่อยู่อาศัย, การขนส่ง, การเดินทาง, สาธารณูปโภคหรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ
ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายหรือค่าใช้จ่ายทางตุลาการในประเทศไทย
การอพยพทางการแพทย์ การเมือง หรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆ
การส่งร่างผู้เสียชีวิตหรือเถ้ากระดูก
ผู้อำนวยการโครงการจะต้องให้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ของโครงการทุกท่าน เพื่อให้ทราบถึงขอบเขตและขีดจำกัดความรับผิดชอบของมูลนิธิ
ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์หรือสถานการณ์อันเป็นเหตุให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือเจ้าหน้าที่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายหรือเกิดความไม่สะดวกขึ้น ทุกฝ่ายจะต้องเข้าร่วมหารือกันทันทีเพื่อหาแนวทางปฏิบัติในการบรรเทาผลกระทบของเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้นๆได้
มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเพื่อสังคมไทย หมายความว่ามูลนิธิได้รับใบอนุญาตให้สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม, การยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน สามารถรับเงินบริจาคที่ได้รับการลดหย่อนภาษีจากต่างชาติและสามารถขอรับบริจาคภายในประเทศไทยได้ แต่เนื่องด้วยประเภทของการจดทะเบียนมูลนิธิ เราจึงไม่สามารถช่วยหักลดหย่อนภาษีในประเทศไทยได้
ทุกโครงการสามารถเก็บเงินทุนไว้ที่ใดก็ได้ในโลกแล้วจึงโอนเงินนั้นไปยังบัญชีหลักของเราในประเทศไทยตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งวิธีการทั่วไปที่ทางมูลนิธิแนะนำให้ใช้จะระบุอยู่ใน fcfthailand.org/give โดยมูลนิธิจะคอยช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาคสามารถบริจาคเงินเข้าในกองทุนของโครงการได้
CORD Ministries International เป็นองค์กรพันธมิตรในสหรัฐอเมริกาที่ได้จดทะเบียนไว้ให้สามารถขอรับการยกเว้นภาษีภายใต้มาตรา501 (ซี) (3) ของประมวลกฎหมายสรรพกรภายในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะจดทะเบียนแยกกันอย่างชัดเจน แต่มูลนิธิมีนิมิตเดียวกัน และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลกิจการให้เป็นไปตามแนวทางการได้รับยกเว้นภาษีเช่นเดียวกับCORD Ministries International สำหรับการระดมทุนในสหรัฐอเมริกาไม่ได้จำกัดเฉพาะกับ Cord เท่านั้น แต่ขอแนะนำให้ทำผ่าน Cord เนื่องจากค่าธรรมเนียมมีมาตรฐานที่สมเหตุสมผล รวมถึงความเชื่อและค่านิยมก็สอดคล้องกับมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว
ทุกรอบระยะเวลา 2-6 สัปดาห์โดยประมาณจะมีเงินบริจาคเข้ามาที่CORD Ministries Internationalเพื่อให้นำไปใช้ในกิจการของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว
ในสัปดาห์แรกของแต่ละเดือน Cord จะโอนเงินบริจาคทั้งหมดมาให้มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวหนึ่งครั้ง สามารถขอให้โอนเงินพิเศษนอกเหนือจากการโอนปกติได้เดือนละครั้ง แต่จะมีค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านธนาคาร
หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการขอรับบริจาคผ่าน Cord สามารถติดต่อฝ่ายการเงินของมูลนิธิเพื่อขอความช่วยเหลือ
บนเว็ปไซท์ของ Cord สามารถตั้งค่าหน้าโครงการได้เอง หากท่านสนใจให้ติดต่อไปที่ฝ่ายการเงินของมูลนิธิ finance@fcfthailand.org
มูลนิธิมีบัญชี GlobalGiving ที่สามารถใช้สำหรับคราวด์ฟันดิ้ง โดย GlobalGiving ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำ เช่น Google, Ford, United Airlines และบริษัทอื่นที่สนับสนุนให้พนักงานของตนบริจาคบนแพลตฟอร์มนี้ได้ แต่ทางมูลนิธิไม่แนะนำให้ใช้แพลตฟอร์มนี้ในการหาผู้บริจาคหลัก แต่ให้ใช้เฉาพะแคมเปญการระดมทุนมีรายการที่ตรงกัน
มูลนิธิได้รับสถานะ Top-Ranked, Vetted และ Effective Status ซึ่งหมายความว่าได้รับความสนใจในการบริจาคเงินในระดับที่สูง
การบริจาคด้วยวิธีนี้สามารถหักลดหย่อนภาษีได้สำหรับพลเมืองสหรัฐฯ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 4-8 สัปดาห์กว่าที่เงินบริจาคจะมาถึงประเทศไทย โดยมูลนิธิไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะโอนเงินได้เมื่อใด
โครงการตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องการรายงานกับ GlobalGiving ซึ่งมีกำหนดส่งทุก 4 เดือน โดยฝ่ายการเงินของมูลนิธิจะคอยทำการแจ้งเตือนท่าน
ระบบการจัดการของ GlobalGiving มีข้อจำกัดอยู่มาก และโครงการสามารถดูข้อมูลผู้บริจาคของทุกโครงการได้ ฉะนั้นโครงการจะต้องตกลงว่าจะไม่แก้ไขหน้าข้อมูลโครงการอื่นหรือรวบรวมข้อมูลผู้บริจาคของโครงการเหล่านั้น
มูลนิธิขอสงวนสิทธิ์ในการเป็นผู้แก้ไขเนื้อหาในบัญชี GlobalGiving ตามเห็นสมควร รวมถึงมีสิทธิ์ในการใช้รายงานเพื่อส่งมอบให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมูลนิธิและหน่วยงานภาครัฐ
มูลนิธิมีบัญชี PayPal เพื่อใช้รับเงินบริจาคจากทั่วโลกในทุกสกุลเงิน เรามักแนะนำตัวเลือกนี้ให้แก่ผู้บริจาคเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนไม่ค่อยดีนักและต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูง แต่สำหรับการใช้วิธีนี้ยังไม่มีระบบการหักภาษี
แม้ว่ามูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวจะตระหนักถึงการปฏิบัติตามนโยบายภาษีและบัญชีสากลเป็นอย่างดี แต่เราไม่สามารถตอบโจทย์นโยบายของประเทศไทยได้ด้วยระบบจัดการแบบเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เองระบบการเงินของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวจึงต้องถูกออกแบบเพื่อให้สอดคล้องตามแนวทางของประเทศไทยมากกว่าสากล และถือเป็นหน้าที่ของโครงการที่จะต้อง “แปลความ”ให้แก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเพื่ออธิบายระบบการเงินของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว โดยใช้คำศัพท์และรูปแบบที่ช่วยให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานราชการได้
ปัจจุบันนี้ระบบธนาคารในประเทศไทยไม่ค่อยสนับสนุนให้มีการเปิดบัญชีธนาคารจำนวนมากๆ เคยมีผู้ให้ทุนจากต่างประเทศขอให้เราเปิดบัญชีโครงการแยกต่างหากโดยระบุว่าเป็นข้อกำหนดของประเทศต้นทางแต่มูลนิธิจำเป็นต้องปฏิเสธพร้อมทั้งอธิบายว่าถึงแม้ว่าเงินจะถูกรวมอยู่ในบัญชีธนาคารเดียวกันกับเงินโครงการอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงถูกเก็บไว้แยกจากกันในซอฟต์แวร์บัญชีกองทุนบนคลาวด์ของเรา ซึ่งผู้ให้ทุนก็ยินยอมตามข้อตกลงนี้และโครงการเองก็ได้ว่าจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีที่เป็นบุคคลภายนอกให้จัดทำรายงานเกี่ยวกับกองทุนโดยเฉพาะ
การทำบัญชีของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชาวไทยที่มีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยผสมผสานการใช้สำเนาเอกสารและการกรอกข้อมูลเข้าไปในระบบบัญชีดิจิทัลที่เรียกว่า Aplos นอกจากนี้ผู้ตรวจสอบบัญชีซึ่งเป็นบุคคลที่สามจะทำการตรวจสอบรายงานค่าใช้จ่ายและใบแจ้งยอดจากทางธนาคารในแต่ละเดือน
มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวได้รับใบเสร็จแยกรายการทุกใบแต่ไม่ได้นำแต่ละรายการเข้าสู่ Aplos โดยละเอียด ยกตัวอย่างเช่น “ค่าอาหาร” จะระบุว่าเป็นค่าอาหารรวมเป็นรายการเดียวเท่านั้น โดยจะไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเป็นรายการอาหารอะไรบ้าง ดังนั้นโครงการควรเก็บสำเนารายงานค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้เป็นบันทึกของตนเอง
สามารถเข้าไปดูเงินของโครงการและยอดเงินคงเหลือได้ โดยการล้อกอินเข้าในบัญชี Aplos ของท่านเอง หากต้องการความช่วยเหลือเรื่องการใช้งาน Aplos หรือจัดเตรียมงบการเงินสำหรับผู้บริจาค กรุณาติดต่อมาที่ finance@fcfthaoland.org
ทุกเดือนมูลนิธิจะส่งมอบใบเสร็จทุกฉบับไปยังผู้ทำบัญชีที่เป็นบุคคลที่3 โดยในทุกปีบัญชีของมูลนิธิจะถูกตรวจสอบโดยสำนักงานบัญชีเพื่อรับรองความถูกต้องแม่นยำและรายงานการตรวจสอบนี้จะถูกส่งไปให้กระทรวงมหาดไทย รายงานทางการเงินเป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย (TFRS) และ มาตรฐานการรายงานทางการเงินสากล (IFRS) หากมีความประสงค์จะขอสำเนารายงานการเงินกรุณาติดต่อ finance@fcfthailand.org โดยรายงานมีทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยจะแล้วเสร็จช่วงเดือนพฤษภาคม
หากผู้บริจาคหรือผู้ให้ทุนประสงค์ให้มีรายงานการเงินของโครงการหรือกองทุนโดยบุคคลที่สาม ฝ่ายการเงินของมูลนิธิจะต้องมีส่วนรวมอยู่ในกระบวนการนี้เพื่อให้ข้อมูลทางการเงินตามกฎหมายมีความถูกต้องและตรงกับความเป็นจริง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้โครงการสามารถรักษาเงินทุน, ปกป้องผลประโยชน์และให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้
มูลนิธิมีแนวทางที่กำหนดโดยองค์กรและประเทศที่ส่งเงินมาซึ่งรวมถึงประเทศไทย ฉะนั้นแนวทางในการรายงานด้านการเงินและกฎหมายภาษีจะต้องอยู่ในรูปแบบที่แสดงให้เห็นขั้นตอนทางการเงินอย่างชัดเจนทั้งสำหรับโครงการหรือบุคคลใดๆ ทุกท่านจำเป็นต้องปฏิบัติตามนโยบายและขั้นตอนเหล่านี้เพื่อให้การบริจาคสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้
ภาพรวม
มูลนิธิมีบัญชีหลักเพียงบัญชีเดียวที่ไว้รวบรวมเงินบริจาคทุกส่วนที่ส่งผ่านเข้ามา และมีบัญชีธนาคารอื่นอีกหลายบัญชีไว้สำหรับรับเงินบริจาคเท่านั้นซึ่งยอดคงเหลือจะถูกโอนไปยังบัญชีหลักที่ถืออยู่เป็นประจำ โดยทั้งสำนักงานสาขาและโครงการจะต้องเตรียมการเรื่องค่าใช้จ่ายและรายรับประจำปีในเครื่องมือ Aplos สำหรับปีถัดไปด้วย
เงินเข้ามูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว
มูลนิธิรับเงินและของขวัญในรูปแบบต่างๆจากแหล่งต่างๆ และสามารถรับอย่างเป็นทางการได้ผ่านสำนักงานใหญ่, สาขาและโครงการเท่านั้น
เงินที่รับมาจากแหล่งก็ใดตามจะต้องนำมาผ่านขั้นตอนของฝ่ายการเงินที่สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว แล้วจึงโอนให้กับบัญชีโครงการเป็นลายลักษณ์อักษร หากท่านต้องการความช่วยเหลือเรื่องใบเสร็จรับเงินกรุณาติดต่อที่ finance@fcfthailand.org
มูลนิธิมีฐานข้อมูลของผู้บริจาคและบัญชีต้นทางอยู่ ฉะนั้นเมื่อทราบผู้บริจาคและโครงการที่รับบริจาคแล้ว มูลนิธิจะส่งมอบเงินบริจาคนั้นให้กับกองทุนที่กำหนดโดยอัตโนมัติ
ห้ามให้ถือเงินบริจาคหรือเงินถวายไว้ที่โครงการหรือที่สำนักงานสาขา โดยเงินที่ถวายเข้ามาจะต้องฝากเข้าในบัญชีหลักของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวซึ่งจะแจกจ่ายให้แก่โครงการต่อไปในภายหลัง
เงินออกจากมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว
เงินที่ออกจากมูลนิธิต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ผ่านการอนุมัติจากฝ่ายการเงิน, สาขาและโครงการ โดยที่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและยืนยันด้วยใบเสร็จตัวจริงหรือด้วยใบเสร็จที่ลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ
เงินที่หมุนเวียนในมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว
เงินที่โอนระหว่างบัญชีหลักของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวกับโครงการถือเป็นเงินที่นำไปใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโครงการและเจ้าหน้าที่
ธุรกรรมทางการเงินระหว่างบัญชีหลักของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวและสำนักงานสาขาจะเกิดขึ้นเพื่องานของสาขา โดยบัญชีพวกนี้จะเปิดเป็นบัญชีส่วนตัวในนามของประธานโครงการเพื่อใช้ในกิจการของโครงการเท่านั้น และได้รับการอนุมัติล่วงหน้าโดยฝ่ายบัญชีเรียบร้อยแล้ว และเพื่อให้เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ตรวจสอบบัญชีขอเน้นว่าบัญชีเหล่านี้จะต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของโครงการเท่านั้นห้ามไม่ให้มีกิจกรรมทางการเงินส่วนบุคคลตามเข้ามาเกี่ยวข้อง
ตามนโยบายการปรับบัญชีเป็นศูนย์กำหนดให้ไม่สามารถเก็บยอดเงินคงเหลือไว้ในบัญชีได้ และต้องมีเอกสารที่แสดงรายรับและรายจ่ายของโครงการอย่างชัดเจน
ตัวอย่าง-เงินบริจาคเพื่อโครงการที่มาจากต่างชาติ
เงินที่บริจาคผ่านทางบัญชีหลักของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวจากนอกประเทศจะสามารถแจกจ่ายไปยังบัญชีของโครงการได้ภายในแอปพลิเคชันบัญชีกองทุนบนคลาวด์โดยอัตโนมัติเมื่อทราบชื่อและโครงการที่รับอย่างชัดเจน
ตัวอย่าง-เงินบริจาคภายในประเทศ
เงินที่มอบให้กับโครงการของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวทั้งหมดจะต้องโอนมาที่บัญชีหลักของมูลนิธิ
มูลนิธิมีความยินดีที่จะช่วยเหลือโครงการในการจัดซื้อสิ่งของที่มีขนาดใหญ่หรือมีขั้นตอนที่ซับซ้อน เช่น การซื้อที่ดินหรือยานพาหนะรวมถึงการชำระเงินสำหรับรายการหรือบริการซึ่งอาจดำเนินการได้โดยตรงจากบัญชีหลักของมูลนิธิ หากต้องการความช่วยเหลือโปรดติดต่อ communityrelations@fcfthailand.org
และแม้ว่าการซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคลอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของมูลนิธิแต่ก็ยินดีที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการซื้อเหล่านี้ หากพนักงานของมูลนิธิประสงค์จะช่วยเจ้าหน้าที่ในกระบวนการซื้อทรัพย์สินส่วนบุคคลก็สามารถทำได้นอกเวลาทำงานปกติ และมูลนิธิจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงภาระภาษีจากการซื้อทรัพย์สินนั้น
ทุกโครงการจำเป็นต้องมีกองทุนสำรองที่มีมูลค่ามากกว่าหรือเท่ากับค่าใช้จ่ายเงินชดเชยพนักงานอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งถือเป็นขั้นต่ำ และขอแนะนำให้มีกองทุนสำรองที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายนานถึง 6 เดือน ตัวอย่างเช่น หากโครงการมีพนักงาน 2 คนที่ได้รับเงินเดือนคนละ 30,000 บาท กองทุนสำรองขั้นต่ำที่ต้องมีคือ 180,000 บาท (30,000 x 2 คน x 3 เดือน) นอกจากนี้ ยังขอแนะนำให้โอนเงินเข้ากองทุนสำรองทุกเดือนเพื่อสะสมเงินกองทุนอย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่โครงการไม่มีพนักงาน การคำนวณยอดคงเหลือขั้นต่ำของกองทุนสำรองจะพิจารณาจากภาระผูกพันทางการเงินอื่น ๆ แทน ซึ่งอาจรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อตกลงในการเช่า ข้อผูกพันต่อพันธมิตร (เช่น การบริจาคอาหารหรือการสนับสนุน) หรือภาระผูกพันตามสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
มูลนิธิแบบเดียวกับเราไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดการจ่ายเงินชดเชยตามมาตรา 118 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ตามที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุไว้ แม้ว่ามูลนิธิจะไม่ได้มีข้อผูกพันทางกฎหมายในการจ่ายเงินชดเชย แต่เรามีความเชื่อมั่นในการสนับสนุนพนักงานของเราให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่นในช่วงเปลี่ยนผ่าน กองทุนสำรองจะช่วยให้ท่านสามารถดำเนินการสนับสนุนนี้ได้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กองทุนสำรองยังช่วยปกป้องโครงการของท่านจากปัญหาที่ไม่คาดคิด เช่น การปิดประเทศเนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง หรือการสูญเสียผู้บริจาครายใหญ่ที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงที่โครงการหนึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อโครงการอื่น ๆ อีกด้วย
ในกรณีที่โครงการใช้เงินหมดและจำเป็นต้องใช้กองทุนสำรอง จะมีการจัดประชุมเร่งด่วนระหว่างผู้อำนวยการโครงการกับผู้อำนวยการบริหาร, CFO และผู้อำนวยการพัฒนาโครงการ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างที่จำเป็นหรือการยุติโครงการได้
มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะยึดเงินบริจาคทั้งหมดซึ่งโครงการได้รับผ่านมูลนิธิ ตลอดจนทรัพย์สินที่ซื้อมาด้วยงบประมาณจากมูลนิธิเพราะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิโดยชอบธรรม ดังนั้นในกรณีที่โครงการปิดตัวลงทรัพย์สินเหล่านี้จะต้องกลับสู่มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว และในกรณีที่ไม่มีการอนุมัติเพื่อระบุว่าจะมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่มูลนิธิอื่น ทางมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อทรัพย์สินดังกล่าวเช่นไร การโอนโครงการเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในทุกกรณีโดยเป็นการโอนโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวไปอยู่ภายใต้มูลนิธิอื่นในประเทศไทยเท่านั้น
ในกรณีที่มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวอนุมัติการโอนโครงการไปสังกัดมูลนิธิอื่น หรือการที่โครงการได้ตัดสินใจจัดตั้งมูลนิธิของตนเองขึ้น ทรัพย์สินที่ซื้อมาด้วยงบประมาณจากมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว หมายรวมถึงอสังหาริมทรัพย์และงบประมาณในการก่อตั้งโครงการจะถูกถ่ายโอนไปเป็นของมูลนิธิที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปของพันธกิจภายใต้มูลนิธิใหม่จะต้องคล้ายคลึงกับพันธกิจเดิมที่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว และการโอนเงินสดรวมทั้งทรัพย์สินทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนหลังจากออกจากมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวไปอย่างเป็นทางการแต่หากกระทำการถ่ายโอนหลังจากนั้นจะถือให้เงินสดและทรัพย์สินตกอยู่กับมูลนิธิ และทางมูลนิธิเข้าใจดีว่าการโอนสินทรัพย์อาจใช้เวลานานกว่า 3 เดือน แต่ควรให้กระบวนการโอนเริ่มต้นภายในกรอบเวลาดังกล่าว
ตัวอย่าง กรณีที่มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวจะโอนทรัพย์สินไปให้:
ตัวอย่างที่ 1: โครงการและมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวตกลงร่วมกันว่าโครงการจะจัดตั้งองค์กรของตนเองเพื่อดำเนินภารกิจต่อไป
ตัวอย่างที่ 2: โครงการไม่ได้ยุติโดยมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว แต่ต้องการโอนไปยังมูลนิธิอื่นที่มีอยู่และทำงานแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกับวัตถุประสงค์ของเงินและทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคมา
ตัวอย่าง กรณีที่มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัวจะไม่โอนทรัพย์สินไปให้:
ตัวอย่างที่ 1: โครงการตัดสินใจที่จะเริ่มต้นเป็นธุรกิจ ตามแบบอย่างเพื่อดำเนินภารกิจต่อไป
ตัวอย่างที่ 2: โครงการปิดตัวลงถาวรโดยการตัดสินใจของคณะกรรมการมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว
ตัวอย่างที่ 3: โครงการปิดตัวลงอย่างถาวรจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม และผู้อำนวยการโครงการต้องการมอบทรัพย์สินที่เหลือให้กับหน่วยงานอื่นนอกมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว
หลายครั้งที่มูลนิธิได้รับเงินบริจาคที่ไม่ระบุแหล่งที่มาและธนาคารในไทยไม่ให้ข้อมูลในส่วนนี้ซึ่งเราไม่สามารถเห็นรายละเอียดใบโอนจากธนาคารต้นทางได้จึงทราบเพียงแค่เลขบัญชีบางตัวเท่านั้น หากไม่มีใครยืนยันว่าเป็นเงินโอนมาจากไหนหรือไม่สามารถจำเลขบัญชีบางตัวได้ เราก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรกับเงินจำนวนนี้ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ผู้บริจาคโอนเงินมาจากตู้ATM หรือตู้รับฝากเงินเราก็ไม่สามารถทราบได้ว่าใครคือผู้บริจาค โดยตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้เราได้รับข้อมูลเป็นเลขบัญชีที่สามารถระบุตัวตนผู้บริจาครวมถึงวัตถุประสงค์ของการบริจาคได้เกือบทั้งหมดด้วยความพยายามของฝ่ายการเงินที่ประสานไปยังหัวหน้าโครงการให้ติดต่อกับผู้บริจาคเพื่อจะทราบวันเวลาที่ผู้บริจาคได้ทำการโอนเงินเข้ามา
เงินบริจาคที่ไม่ทราบแหล่งที่มานี้จะถูกเก็บเอาไว้ในบัญชีเป็นระยะเวลา 3 เดือนก่อนที่จะถูกโอนไปยังบัญชีกองทุนหลักของมูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว เงินจำนวนนี้จะไม่ไปเพิ่มในส่วนงบประมาณการบริหารของปีนั้นๆ แต่จะนำไปลดภาระ Cost Share เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากเงินที่ไม่ทราบแหล่งที่มานี้อย่างเท่าเทียมกัน
หากท่านสงสัยว่าเงินบริจาคดังกล่าวเป็นของโครงการที่ท่านรับผิดชอบอยู่ กรุณาเตรียมหลักฐานให้มากที่สุดและติดต่อเรามาได้ที่ finance@fcfthailand.org พร้อมแจ้งข้อมูลการโอนเพื่อเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบที่มาของเงินจำนวนนี้
เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริตของอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ทางมูลนิธิจะต้องยืนยันรายการทรัพย์สินทุกอย่างที่ซื้อเข้ามา ซึ่งแผนต่อไปนี้ใช้กับสินค้าที่ซื้อผ่านมูลนิธิเท่านั้น ฉะนั้นหากคุณซื้อโดยใช้เงินส่วนตัวทางมูลนิธิไม่มีความจำเป็นต้องติดตามรายการดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลและมูลนิธิจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียทางการเงินและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นรวมถึงภาระภาษีอันเป็นผลมาจากการซื้อนั้น
สินค้ามูลค่ามากกว่า 1,000 บาทที่ซื้อผ่านมูลนิธิและมีอายุการใช้งานนานกว่าหนึ่งปีจะถูกรวบรวมไว้ในรายการทรัพย์สิน ซึ่งมูลค่าโดยรวมของทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกระบุไว้ในรายงานงบดุลที่เราส่งให้ทางรัฐบาลเป็นประจำทุกปี ถ้าทรัพย์สินชิ้นนั้นถูกขายไป เงินที่ได้จะต้องส่งกลับไปที่กองทุนของโครงการนั้น ส่วนในกรณีที่ทรัพย์สินถูกมอบให้ไปจะต้องมีเอกสารที่ระบุอย่างชัดเจนและจะต้องนำของชิ้นนั้นออกจากรายการทรัพย์สิน หากพิจารณาตามกฎหมายแล้วถือว่าของทุกอย่างที่ซื้อด้วยเงินของมูลนิธิเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิ แต่อย่างไรก็ตามหากโครงการถูกโอนหรือถูกปิดไปทางมูลนิธิจะดำเนินการต่อทรัพย์สินนั้นแบบเดียวกันกับยอดเงินคงเหลือ ซึ่งส่วนใหญ่ทรัพย์สินจะถูกโอนไปให้อีกองค์กรหนึ่งได้ใช้ต่อไป โดยคิดค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามวิธีการบัญชีมาตรฐานของประเทศไทย
การทำธุรกรรมทางการเงินไม่ว่าจะเป็นการชำระค่าสินค้าและบริการตรงมายังประเทศไทยจะต้องใช้กับเงินที่ผ่านบัญชีเงินของมูลนิธิและต้องปฏิบัติตามขั้นตอนทางการเงินของมูลนิธิเท่านั้น และอาจมีข้อยกเว้นเป็นกรณีไป โดยสามารถติดต่อประสานไปที่ finance@fcfthailand.org
วัตถุประสงค์ของการทำเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องไม่ให้มูลนิธิและโครงการอื่นใช้หน่วยงานต่างประเทศชำระเงินสำหรับสิ่งใดก็ตามที่อยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์ทางกฎหมายของมูลนิธิ หรือในสิ่งผิดกฎหมาย
นโยบายด้านสินค้าและบริการ
ในบริบทนี้กำหนดให้คำว่า "โครงการ" หมายถึงกิจกรรมของโครงการทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินค้าหรือบริการเพื่อแลกมาซึ่งการบริจาค ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 110 หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย
“มูลนิธิประกอบด้วยทรัพย์สินที่จัดสรรขึ้นเพื่อสาธารณะกุศล, ศาสนา, ศิลปะ, วิทยาศาสตร์, การเรียนหนังสือ, การศึกษารวมถึงวัตถุประสงค์อื่นๆเพื่อประโยชน์แก่สาธารณะไม่ใช่เพื่อการแบ่งปันผลกำไร… [และ] จะต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิเท่านั้น”
ในการริเริ่มโครงการใหม่ภายใต้มูลนิธิที่มีเรื่องของสินค้าและบริการเข้ามาเกี่ยวข้อง กรรมการบริหารของมูลนิธิจะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้:
ก่อนเริ่มโครงการจะต้องส่งแผนดำเนินการไปยังรักษาการผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อพิจารณาอนุมัติโดยรักษาการผู้อำนวยการบริหารหรือ CFO ของมูลนิธิ ซึ่งในแผนต้องระบุชัดเจนว่าโครงการใหม่นี้มีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและภารกิจของโครงการอย่างไรบ้าง นอกจากนี้จะต้องระบุรายละเอียดทางการเงิน ได้แก่จำนวนเงินที่จะขอรับบริจาคในแต่ละครั้งและจำนวนเงินบริจาคประจำปีที่คาดการณ์ไว้
ตัวแปรสำคัญของรายการต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการที่ปรึกษาของโครงการ แล้วจึงสามารถเพิ่มลงในคำอธิบายโครงการได้
โครงการใหม่จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและภารกิจของโครงการเดิมด้วย ส่วนการช่วยลดปริมาณการระดมทุนให้ถือเป็นผลประโยชน์รอง ในกรณีที่ผู้อำนวยการโครงการมีความประสงค์หลักที่จะลดจำนวนเงินที่ต้องการระดมทุนก็ให้จดทะเบียนธุรกิจแยกจากมูลนิธิแล้วจึงบริจาคผลกำไรให้กับโครงการของมูลนิธิอีกทีหนึ่ง ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ห้ามใช้คำว่า "ธุรกิจ" แทนคำว่า “โครงการ” ต่อหน้าสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ของธุรกิจที่แสวงหาผลกำไร ฉะนั้นจึงควรระมัดระวังการใช้ภาษาเมื่อต้องกล่าวถึง “โครงการ” ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้คำว่าร้านเบเกอรี่หรือร้านเสริมสวย ให้ใช้คำว่า “ศูนย์ฝึกทักษะอาชีพทำขนมหรืออาชีพช่างตัดผม” แทน
“โครงการ” ไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคงที่สำหรับสินค้าและบริการได้ แต่สามารถแสดงออกเป็นการบริจาคต่อสาธารณะได้ โดยระบุอย่างชัดเจนว่าราคาดังกล่าว คือ “การแนะนำ” หรือ "เจตจำนง" เพื่อการบริจาค
เงินบริจาคที่เป็นเงินสดทั้งหมดจะต้องฝากเข้าหรือโอนเข้าไปยังบัญชีธนาคารของมูลนิธิ ตามนโยบายและกระบวนการกระแสเงินสด โดยจะจัดสรรเงินดังกล่าวให้เป็นกองทุนของโครงการใด ก็ให้เป็นไปตามที่พิจารณา
หากคณะกรรมการมูลนิธิพิจารณาแล้วพบว่าการดำเนินงานของโครงการไม่ตรงกับวัตถุประสงค์เดิมที่ตั้งไว้ อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างของโครงการดังกล่าว ได้แก่ การลดขนาดไปจนถึงการปิดโครงการเป็นการถาวรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแสวงผลกำไรทางธุรกิจภายใต้มูลนิธิ
ติดต่อ finance@fcfthailand.org เพื่อปรึกษาหารือในนี้เพิ่มเติม
FCF และโครงการต่าง ๆ ของ FCF ไม่มีบริการเงินล่วงหน้าหรือเงินกู้ในรูปแบบใด ๆ ให้กับพนักงาน อาสาสมัคร บุคคลหรือองค์กรอื่นใดในทุกกรณี เราสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินแสวงหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมในชุมชนของตน